รายงานความยั่งยืนปี 2568
รายงาน
ความยั่งยืน2568

สิ่งที่เราทำ
มีความหมาย

เด็กเติบโตอย่างมีคุณภาพ โลกดีขึ้น ด้วยการเล่นอย่างยั่งยืน

ปี 2568 ในภาพรวม
กรณีศึกษา 0123,746 จำนวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ ป่าแห่งการเล่น ตลอดทั้งปี
กรณีศึกษา 0195% ของวัสดุที่ใช้ในพื้นที่เล่น เป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้และดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ใหม่
กรณีศึกษา 022,797 ปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับและกักเก็บได้ในแต่ละปี (tCO₂e)
Carbon2025 PlanToys ได้รับสถานะองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน

การลดผลกระทบเชิงลบเป็นเพียงจุดเริ่มต้น สิ่งที่พิสูจน์ได้ยากกว่าคือเด็ก ๆ เติบโตขึ้น และระบบนิเวศฟื้นตัวจริง

สิ่งที่พิสูจน์ได้ง่ายกว่าคือสิ่งที่เราลดลง: ขยะน้อยลง การปล่อยก๊าซเรือนกระจกลดลง และการใช้สารเคมีน้อยลง ความก้าวหน้าเหล่านี้แสดงให้เห็นได้ชัดบนกราฟ และตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ผ่านมา ก็เป็นผลลัพธ์ที่เราสามารถแสดงให้เห็นได้ชัดเจนที่สุด

แต่สิ่งที่พิสูจน์ได้ยากกว่าอาจไม่ปรากฏบนกราฟ และทำให้เราต้องตั้งคำถามที่ต่างออกไป:

คำถามเหล่านี้ไม่มีตัวเลขเพียงตัวเดียวที่ตอบได้ การวัดผลจึงยากกว่า และเรายังเรียนรู้ว่าจะพิสูจน์ผลลัพธ์เหล่านี้อย่างไร

สำหรับ PlanToys ความยั่งยืนไม่ใช่เรื่องของภาพลักษณ์ แต่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยมองว่าตัวเองเป็นเพียงผู้ผลิตของเล่น เราเป็นส่วนหนึ่งของระบบที่เชื่อมโยงผู้คน ชุมชน ทรัพยากรธรรมชาติ และคนรุ่นต่อไปที่จะได้รับสิ่งที่เราทิ้งไว้

ทุกการตัดสินใจของเราส่งผลต่อสิ่งต่าง ๆ รอบตัว วัสดุที่เราเลือกมีผลต่อระบบนิเวศ วิธีบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานของเราส่งผลต่อผู้คนตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่า และทางเลือกที่เราทำในวันนี้กำลังค่อย ๆ กำหนดโลกที่เด็ก ๆ จะเติบโตขึ้นในวันข้างหน้า

เรายังเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าของเล่นคืออะไร และสามารถเป็นอะไรได้มากกว่านั้น

ของเล่นไม่ได้เป็นเพียงสินค้า เมื่อทำหน้าที่ได้อย่างเต็มที่ ของเล่นคือเครื่องมือสำหรับการเรียนรู้ การค้นพบ และการเติบโต ช่วยเปิดพื้นที่ให้เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะ สำรวจความคิด และพัฒนาตนเองผ่านการเล่น ด้วยเหตุนี้ เราจึงเชื่อว่าธุรกิจที่รับผิดชอบต้องมองผลกระทบสองด้านควบคู่กัน ทั้งทรัพยากรที่ใช้ในการสร้างผลิตภัณฑ์ และคุณค่าที่ผลิตภัณฑ์นั้นสร้างขึ้นเมื่อเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตใครสักคน

รายงานผลกระทบปี 2025 ของเราไม่ใช่เพียงเรื่องราวของกิจกรรมด้านความยั่งยืน หรือการนำเสนอแต่ช่วงเวลาที่ดีที่สุดของเรา แต่เป็นความพยายามอย่างตรงไปตรงมาที่จะทำความเข้าใจผลกระทบทั้งหมดที่เราสร้างขึ้น ทั้งสิ่งที่เราทำได้ดี จุดที่เรากำลังก้าวหน้าอย่างแท้จริง ความท้าทายที่ยังคงอยู่ และสิ่งที่เราต้องมุ่งมั่นทำต่อไป

รายงานฉบับนี้ติดตามผลลัพธ์ทั้งสองด้าน ด้านแรกคือเด็ก ๆ: การออกแบบอย่างใส่ใจช่วยให้เด็กเข้าถึงโอกาสในการเล่นที่มีความหมายได้จริงหรือไม่ อีกด้านคือผืนดิน: วิธีใช้ทรัพยากรของเราช่วยฟื้นฟูธรรมชาติ หรือเพียงแค่ลดผลกระทบเชิงลบ เรื่องราวทั้งสองยังไม่สิ้นสุด แต่เมื่อมองร่วมกัน ก็อธิบายได้ว่าเหตุใดรายงานฉบับนี้จึงเกิดขึ้น

กรณีศึกษา 01

จากของเล่น
สู่การเล่น

ขยายโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงสิ่งที่สำคัญที่สุด

ป่าแห่งการเล่น

ตลอด 45 ปีที่ผ่านมา PlanToys ยึดมั่นในความเชื่อว่า การเล่นคือรากฐานของการเรียนรู้ เราออกแบบของเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของเด็กทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา โดยให้การค้นพบและการลงมือทำเป็นหัวใจของวัยเด็ก

แต่เมื่อเวลาผ่านไป เราต้องยอมรับความจริงที่ยากกว่าเดิม การมอบของเล่นที่ดีให้เด็ก กับการทำให้เด็กเข้าถึงการเล่นที่มีความหมาย ไม่ใช่เรื่องเดียวกัน เด็กอีกหลายล้านคนยังขาดพื้นที่ สภาพแวดล้อม และโอกาสที่จะได้เล่นในแบบที่ช่วยให้พวกเขาเติบโตอย่างแท้จริง หากเราเชื่อว่าการเล่นจำเป็นต่อพัฒนาการของเด็ก เราก็ต้องยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่าบทบาทของเราในฐานะผู้ผลิตของเล่นมีขอบเขตจำกัด

เราจึงขยายความมุ่งมั่นจากการออกแบบของเล่นให้ดีขึ้น ไปสู่การสร้างโอกาสให้เด็กเข้าถึงการเล่นที่มีความหมายมากขึ้น การเปลี่ยนมุมมองครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นของสิ่งใหม่ ซึ่งต่อมาได้กลายเป็น Forest of Play ทั้งในกรุงเทพฯ และตรัง

เราไม่ได้สร้างแค่สนามเด็กเล่น
เราสร้างระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้

Forest of Play ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงสนามเด็กเล่น แต่เป็นระบบนิเวศแห่งการเรียนรู้ เป็นพื้นที่ที่เด็ก ๆ มีอิสระในการทดลอง สร้างสรรค์ ลองผิดลองถูก และค้นพบสิ่งใหม่ผ่านการเล่น เราเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ติดตัวไปได้นานที่สุดไม่ได้เกิดจากการบอกให้รู้ แต่เกิดจากการลงมือทำ

ทุกองค์ประกอบในพื้นที่ตั้งอยู่บนหลักการเรียนรู้ผ่านการเล่นและพัฒนาการเด็ก โดยออกแบบอย่างใส่ใจให้ส่งเสริมการเติบโตหลายด้านไปพร้อมกัน ไม่ว่าจะเป็นการปีนเครื่องเล่นแล้วเรียนรู้ที่จะประเมินความเสี่ยง การเล่นทรายเพื่อสำรวจเหตุและผล หรือการตกลงกติกากับเพื่อนพร้อมฝึกการสื่อสาร ความร่วมมือ และการแก้ปัญหา เด็ก ๆ กำลังเรียนรู้และพัฒนาอยู่เสมอผ่านประสบการณ์การเล่นที่มีความหมาย

ในพื้นที่แห่งนี้ การเล่นไม่ใช่ช่วงพักจากการเรียนรู้ แต่เป็นช่วงเวลาแห่งการเรียนรู้

เมื่อผลกระทบขยายไกลกว่ากล่องของเล่น

ที่ผ่านมา เรามักมองผลกระทบที่เราสร้างขึ้นผ่านวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบไปจนถึงวันที่ของเล่นอยู่ในมือเด็ก Forest of Play ทำให้เรามองต่างออกไป และเห็นว่าผลกระทบสามารถขยายไปไกลกว่าตัวผลิตภัณฑ์ พื้นที่เล่นทำสิ่งที่ของเล่นชิ้นเดียวทำไม่ได้ นั่นคือการพาผู้คนมาพบกัน เด็ก ๆ ครอบครัว ครู โรงเรียน และชุมชนท้องถิ่นต่างเป็นส่วนหนึ่งของประสบการณ์เดียวกัน โดยมีการเล่นเชื่อมโยงทุกคนไว้

ในพื้นที่เช่นนี้ การเล่นไม่ได้เป็นเพียงประสบการณ์ของเด็กคนใดคนหนึ่ง แต่กลายเป็นประสบการณ์ร่วมที่เปิดกว้าง ต้อนรับทุกคน และมีคุณค่ายิ่งขึ้นจากการมีส่วนร่วมของแต่ละคน

บทเรียนที่เราไม่คาดคิด

บางทีบทเรียนที่สำคัญที่สุดจาก Forest of Play คือ การออกแบบเพื่อเด็กไม่ได้หมายถึงการออกแบบของเล่นเท่านั้น แต่รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อม โอกาส และเงื่อนไขที่เอื้อให้เด็กเติบโต คุณค่าที่แท้จริงของงานเราไม่ได้วัดจากของเล่นที่ออกจากโรงงานเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ในพื้นที่ที่เราเปิดโอกาสให้เด็กได้เล่น และในตัวเด็ก ๆ ที่ค้นพบว่าพวกเขาทำอะไรได้บ้างเมื่ออยู่ในพื้นที่นั้น

จากวัสดุเหลือทิ้งสู่พื้นที่แห่งจินตนาการ

ทุกวัน กระบวนการผลิตทิ้งวัสดุบางอย่างไว้เบื้องหลัง ไม่ว่าจะเป็นเศษไม้ วัสดุเหลือจากการผลิต หรือชิ้นส่วนที่หมดหน้าที่เดิมแล้ว เราจึงกลับมาถามคำถามง่าย ๆ อยู่เสมอว่า สิ่งเหล่านี้เป็นขยะ หรือเป็นทรัพยากรที่รอการนำไปใช้ในรูปแบบใหม่?

Forest of Play กลายเป็นพื้นที่ที่เราลองตอบคำถามนี้ด้วยการลงมือทำ ปัจจุบัน 95% ของวัสดุที่ใช้ทั่วพื้นที่เล่นเป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้ใหม่ โดยรวบรวมจากโรงงาน PlanToys ชุมชนใกล้เคียง และพื้นที่ต่าง ๆ ในจังหวัดตรัง วัสดุที่อาจถูกส่งไปฝังกลบได้กลายเป็นโครงสร้างสำหรับเล่น กิจกรรมการเรียนรู้ และองค์ประกอบที่เด็ก ๆ เข้าไปมีปฏิสัมพันธ์ได้ทั่วพื้นที่

สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นของเหลือจากการผลิต ได้กลายเป็นแหล่งจุดประกายจินตนาการให้เด็กหลายพันคน Forest of Play จึงไม่ได้เพียงบอกเล่าเรื่องความยั่งยืน แต่ทำให้เด็ก ๆ มองเห็น สัมผัส และแม้แต่ปีนป่ายความยั่งยืนได้จริง

ป่าแห่งการเล่น ในปี 2568
23,746

ผู้คนที่ได้ร่วมสัมผัสประสบการณ์ที่ ป่าแห่งการเล่น ตลอดทั้งปี

18,111 เด็ก ๆ ที่ได้สัมผัสประสบการณ์การเล่นที่มีความหมายที่ Forest of Play กรุงเทพฯ และตรัง
1,109 ครอบครัวที่ได้ใช้เวลาคุณภาพร่วมกัน
120 โรงเรียนที่พานักเรียนมาเรียนรู้ผ่านการเล่นที่ ป่าแห่งการเล่น ตรัง
556 ชั่วโมงกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการเล่น
ที่ออกแบบอย่างใส่ใจ เพื่อปลูกฝังทัศนคติเชิงบวกให้เด็ก ๆ ที่ ป่าแห่งการเล่น กรุงเทพฯ และตรัง
ให้วัสดุมีชีวิตใหม่95% ของวัสดุที่ใช้ในพื้นที่เล่น เป็นวัสดุที่นำกลับมาใช้และดัดแปลงให้เกิดประโยชน์ใหม่
ให้วัสดุมีชีวิตใหม่25 ประเภทของวัสดุเหลือทิ้งที่นำมาสร้างเป็นพื้นที่เล่น
ขับเคลื่อน 2 เป้าหมาย SDGs
4การศึกษาที่มีคุณภาพ12การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน
รู้จัก ป่าแห่งการเล่น เพิ่มเติม →
กรณีศึกษา 02

ก้าวพ้นการปกป้อง สู่การฟื้นฟู ทีละก้าว

โลกต้องการมากกว่าแค่การอนุรักษ์

หลายปีที่ผ่านมา PlanToys มุ่งลดผลกระทบเชิงลบ เราลงทุนในพลังงานแสงอาทิตย์ วัดคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์และองค์กร และปรับปรุงกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง ความพยายามเหล่านี้มีความหมาย และนำเราไปสู่การเป็นองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2025

แต่เมื่อเราเข้าใจการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบที่เกี่ยวข้องลึกซึ้งขึ้น เราก็ตระหนักว่าการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเพียงอย่างเดียวยังไม่พอ โลกต้องการมากกว่าการปล่อยก๊าซที่ลดลง โลกต้องการระบบนิเวศที่สมบูรณ์ สามารถฟื้นตัว ปรับตัว และเติบโตได้ เพื่อเกื้อหนุนทั้งธรรมชาติและชุมชนที่พึ่งพาธรรมชาติ การลดการปล่อยก๊าซยังคงจำเป็น แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบ

การลดผลกระทบ
สู่การฟื้นฟู

ตลอดช่วงเวลาส่วนใหญ่ที่ผ่านมา งานด้านสิ่งแวดล้อมของเราขับเคลื่อนด้วยคำถามว่า “เราจะลดผลกระทบเชิงลบได้อย่างไร?” คำถามนี้ยังคงสำคัญ แต่ตอนนี้มีอีกคำถามหนึ่งที่ยากกว่าเพิ่มเข้ามา: “เราจะช่วยให้ระบบธรรมชาติแข็งแรงขึ้นได้อย่างไร?”

การเข้าร่วมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER*) เริ่มต้นด้วยเป้าหมายที่ชัดเจน คือการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและสนับสนุนเส้นทางสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนของเรา แต่ระหว่างทาง เราเริ่มเห็นว่าระบบนิเวศที่สมบูรณ์สร้างประโยชน์ได้มากกว่าเรื่องคาร์บอน ความเข้าใจนี้ทำให้เราขยายคำถามที่ตั้งขึ้น จากเรื่องการปล่อยก๊าซ ไปสู่สุขภาพและความสามารถในการฟื้นตัวของผืนดินที่เราพึ่งพา

ปัจจุบัน T-VER ให้ข้อมูลด้านคาร์บอนที่เชื่อถือได้แก่เรา แต่ข้อมูลนี้ยังบอกไม่ได้ว่าความหลากหลายทางชีวภาพดีขึ้นหรือไม่ หรือสุขภาพของดินได้รับการฟื้นฟูแล้วหรือยัง การวัดผลลัพธ์เหล่านี้คือความท้าทายถัดไปที่เรามุ่งมั่นจะทำ

เรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ T-VER →

T-VER (โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย) เป็นมาตรฐานคาร์บอนเครดิตของไทย มีวัตถุประสงค์คล้ายกับมาตรฐานคาร์บอนระดับสากลอย่าง Verra โดยกำหนดกรอบสำหรับวัดและตรวจสอบการลดและการดูดกลับก๊าซเรือนกระจกภายในประเทศ

ภายใต้ระเบียบวิธีที่ครอบคลุมพื้นที่เกษตร เช่น สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันในโครงการนี้ สิ่งที่ T-VER วัดและให้เครดิตโดยตรงคือ คาร์บอนที่ต้นไม้ดูดซับและกักเก็บจากการเติบโต โดยไม่ได้กำหนดให้วัดหรือตรวจสอบผลด้านสุขภาพดินหรือความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นอิสระ

เมื่อรายงานฉบับนี้กล่าวถึงประโยชน์ร่วม เช่น ดินที่มีสุขภาพดีขึ้นหรือความหลากหลายทางชีวภาพ ผลเหล่านั้นคือสิ่งที่คาดว่าจะเกิดจากการจัดการที่ดินที่ดีขึ้น ยังไม่ใช่ผลลัพธ์ที่ได้รับการตรวจสอบผ่านกระบวนการ T-VER การปิดช่องว่างด้านการวัดผลนี้คือขั้นต่อไปของงานเรา

จุดเชื่อมโยงระหว่างวัสดุของเรากับผืนดิน

ไม้ยางพาราเป็นวัสดุหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ของ PlanToys ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมของเราจึงไม่ได้สิ้นสุดที่ประตูโรงงาน แต่ครอบคลุมไปถึงสวนยางพาราซึ่งเป็นแหล่งวัตถุดิบของเรา ผ่านโครงการ T-VER เรายังสนับสนุนการกักเก็บคาร์บอนในสวนปาล์มน้ำมันที่อยู่ในพื้นที่โครงการเดียวกัน แม้เราไม่ได้ใช้ปาล์มน้ำมันเป็นวัตถุดิบ การสนับสนุนให้พื้นที่เหล่านี้ได้รับการจัดการอย่างยั่งยืนก็มีส่วนต่อผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาพรวมของโครงการ เราเห็นว่าการอธิบายความแตกต่างนี้ให้ชัดเจนในรายงานเป็นเรื่องสำคัญ

T-VER ทำให้เราเริ่มมองเห็นบทบาทอีกแบบหนึ่งของธุรกิจในพื้นที่เหล่านี้ จากผู้ซื้อวัตถุดิบ มาเป็นผู้มีส่วนร่วมในการฟื้นฟูและเสริมความแข็งแรงให้ระบบนิเวศที่หล่อเลี้ยงวัตถุดิบเหล่านั้น

คุณค่าที่เกิดจากงานนี้ไม่อาจสรุปได้ด้วยตัวเลขเพียงตัวเดียว แต่สะท้อนอยู่ในสุขภาพของดิน คุณภาพน้ำ ความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจของเกษตรกร และความสมบูรณ์ของระบบนิเวศในระยะยาว ซึ่งล้วนเป็นสิ่งสำคัญที่สุด

สร้างความรู้ผ่านความร่วมมือ

การสนับสนุนโครงการนี้ไม่ได้มีเพียงการนำแนวปฏิบัติที่ดีขึ้นมาใช้ แต่หมายถึงการทำงานเคียงข้างเกษตรกร เพื่อให้เข้าใจว่าเหตุใดแนวปฏิบัติเหล่านี้จึงสำคัญ และการตัดสินใจในระดับฟาร์มสามารถสร้างผลลัพธ์ด้านสิ่งแวดล้อมที่มีความหมายในวงกว้างได้อย่างไร

การเปลี่ยนแปลงเช่นนี้ต้องอาศัยเวลา ความไว้วางใจ และความเชื่อมั่นว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศไม่ใช่สิ่งที่องค์กรใดองค์กรหนึ่งทำได้เพียงลำพัง แต่ต้องอาศัยความร่วมมือตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ความเข้าใจร่วมกัน ความมุ่งมั่นร่วมกัน และความรับผิดชอบร่วมกัน

ร่วมกันขยายผลลัพธ์ที่ดี

ข้อมูลจากโครงการ T-VER แสดงให้เห็นว่า ต้นยางพาราอายุ 6–10 ปีมีศักยภาพในการดูดซับและกักเก็บคาร์บอนสูงที่สุด เมื่อมีพื้นที่เกษตรเข้าร่วมโครงการมากขึ้น ประโยชน์ที่อาจเกิดขึ้นก็เพิ่มขึ้น ทั้งต่อสภาพภูมิอากาศ ความหลากหลายทางชีวภาพ สุขภาพของระบบนิเวศ และชุมชนที่พึ่งพาผืนดินในการดำรงชีวิต

ปัจจุบัน T-VER ให้ข้อมูลด้านการกักเก็บคาร์บอนที่เชื่อถือได้แก่เรา แต่ยังไม่ได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพหรือสุขภาพของดินในระดับเดียวกัน ขั้นต่อไปของเราคือพัฒนาความสามารถในการติดตามผลด้านเหล่านี้ ระหว่างที่ยังทำไม่ได้ เราจะสื่อสารอย่างตรงไปตรงมาว่าเรารู้อะไร และยังไม่รู้อะไร

เรายังคงอยู่ระหว่างการเรียนรู้และลงมือทำ เราไม่ได้อ้างว่ามีคำตอบทั้งหมด แต่เรามุ่งมั่นที่จะเดินหน้าต่อ และนำสิ่งที่ได้เรียนรู้มาปรับเปลี่ยนวิธีทำงานของเรา

การจัดการพื้นที่เกษตรอย่างยั่งยืน

กักเก็บคาร์บอน
ก้าวสู่การฟื้นฟู

ผลลัพธ์ด้านคาร์บอน

2,797 tCO₂eปริมาณคาร์บอนที่ดูดซับและกักเก็บได้ในแต่ละปี
19,579 tCO₂eปริมาณรวมที่คาดการณ์ตลอด 7 ปี (พ.ศ. 2566–2573)
1,339,200 m²พื้นที่สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมันที่นำแนวทางการจัดการที่ดินอย่างรับผิดชอบมาใช้

ปริมาณรวมที่คาดการณ์ตลอด 7 ปี (พ.ศ. 2566–2573)

tCO₂e โดยกักเก็บได้ 2,797 tCO₂e ต่อปี

ปี 1ปี 2ปี 3ปี 4ปี 5ปี 6ปี 7
รายได้ของชุมชน ≈ 123,000 บาท/ปี

รายได้ต่อปีที่อาจเกิดขึ้นจากการขายคาร์บอนเครดิตในอนาคต

คำนวณจากปริมาณการกักเก็บคาร์บอนที่คาดการณ์ไว้ 2,797 tCO₂e ต่อปี และราคาคาร์บอนเครดิตเฉลี่ย 44 บาท/tCO₂e (เมษายน พ.ศ. 2569) รายได้จริงจะขึ้นอยู่กับการซื้อขายคาร์บอนเครดิตในอนาคตและราคาตลาด
ขับเคลื่อน 2 เป้าหมาย SDGs12การบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน13การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

มากกว่าเรื่องคาร์บอน

ผลลัพธ์เหล่านี้คือสิ่งที่เราคาดว่าการจัดการที่ดินอย่างรับผิดชอบจะช่วยส่งเสริม แต่ภายใต้มาตรฐาน T-VER ผลลัพธ์ดังกล่าวยังไม่ได้รับการวัดหรือตรวจสอบอย่างเป็นอิสระ การปิดช่องว่างในการติดตามผลนี้คือสิ่งที่เราจะดำเนินการต่อไป

ความหลากหลายทางชีวภาพ

พื้นที่สีเขียวและพืชคลุมดินที่เอื้อต่อสัตว์ป่าและความหลากหลายของระบบนิเวศ

พืชท้องถิ่น

ปกป้องพันธุ์พืชริมแหล่งน้ำและในพื้นที่กันชน เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศ

ดินที่มีสุขภาพดีขึ้น

อินทรียวัตถุเพิ่มขึ้น การชะล้างพังทลายของดินลดลง และดินกักเก็บคาร์บอนได้มากขึ้น

ลดการใช้สารเคมี

ใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนสารกำจัดศัตรูพืชเคมี

ธรรมชาติไม่ได้เป็นไปตามแผนเสมอไป

ภัยแล้งและน้ำท่วมทำให้ต้นไม้ในบางส่วนของพื้นที่โครงการเสียหายหรือถูกทำลาย ส่งผลทั้งต่อสภาพพื้นที่และความสามารถของเราในการวัดปริมาณการกักเก็บคาร์บอนอย่างแม่นยำ เหตุการณ์เหล่านี้อยู่นอกเหนือการควบคุมของเรา และทำให้เราตระหนักว่าเรายังต้องเรียนรู้อีกมาก

สิ่งที่ชัดเจนขึ้นคือ ความสำเร็จในการกักเก็บคาร์บอนไม่ได้ขึ้นอยู่กับการจัดการที่ดินที่ดีเพียงอย่างเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับความสามารถของระบบนิเวศและผู้คนที่ดูแลพื้นที่ในการปรับตัวต่อสภาพการณ์ที่คาดเดาได้ยากขึ้นทุกปี

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นเรื่องสำคัญ แต่ท่ามกลางสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การสร้างความสามารถในการรับมือและฟื้นตัวก็สำคัญไม่แพ้กัน

เรายังแก้ปัญหานี้ไม่ได้ แต่กำลังเรียนรู้ที่จะทำงานท่ามกลางความเป็นจริงนี้ ซึ่งจะกำหนดแนวทางการฟื้นฟูระบบนิเวศของเราไปอีกหลายปี

ความเป็นกลางทางคาร์บอน ปี 2025

หมุดหมายหนึ่ง ไม่ใช่จุดหมายปลายทาง

(อ้างอิงจากการคำนวณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1: การปล่อยโดยตรง และขอบเขตที่ 2: การปล่อยทางอ้อมจากพลังงาน)

ขอบเขตที่ 3การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากห่วงโซ่คุณค่าของบริษัทขอบเขตที่ 2การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทางอ้อมจากพลังงานที่ซื้อมาขอบเขตที่ 1การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง2,760tCO₂e/ปี 522tCO₂e/ปี 122tCO₂e/ปี การเดินทางเพื่อธุรกิจการจัดการผลิตภัณฑ์เมื่อสิ้นสุดอายุการใช้งานไฟฟ้าที่ซื้อมายานพาหนะของบริษัทการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักรการเดินทางของพนักงานการลงทุนการขนส่งวัตถุดิบ
122 tCO₂e/ปีขอบเขตที่ 1 · การปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยตรง: ยานพาหนะของบริษัท และการเผาไหม้เชื้อเพลิงในเครื่องจักร

ระยะเวลาการตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของ PlanToys: 1 มกราคม–31 ธันวาคม พ.ศ. 2567

ในปี 2025 PlanToys ได้รับสถานะองค์กรที่มีความเป็นกลางทางคาร์บอน นี่คือหมุดหมายที่เราภูมิใจ และเป็นผลจากความพยายามอย่างต่อเนื่องตลอดหลายปี

การไปถึงจุดนั้นต้องอาศัยการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตอย่างสม่ำเสมอ การลงทุนในพลังงานหมุนเวียน ทั้งพลังงานแสงอาทิตย์และชีวมวล การเปิดเผยข้อมูลคาร์บอนฟุตพริ้นท์ของผลิตภัณฑ์ และการเข้าร่วมโครงการ T-VER เหนือสิ่งอื่นใด ความสำเร็จนี้แสดงให้เห็นว่าการลงมือรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างมีความหมายเกิดขึ้นได้ เมื่อเราวัดความก้าวหน้าอย่างโปร่งใส ใช้ข้อมูลประกอบการตัดสินใจ และมุ่งมั่นทำงานในระยะยาว

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นสิ่งจำเป็น แต่เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอ

รอบตัวเรา ความหลากหลายทางชีวภาพกำลังลดลง ดินเสื่อมโทรม ทรัพยากรธรรมชาติร่อยหรอ และระบบนิเวศที่ชุมชนและเศรษฐกิจต้องพึ่งพาก็เปราะบางขึ้น ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจแก้ได้ด้วยความเป็นกลางทางคาร์บอนเพียงอย่างเดียว

ความจริงนี้ทำให้เราตั้งคำถามใหม่ว่า นอกจากรับผิดชอบต่อผลกระทบเชิงลบที่เราก่อขึ้นแล้ว เราจะสร้างสิ่งดี ๆ คืนกลับไปได้หรือไม่?

สิ่งสำคัญ
่ที่เราจะทำ
ต่อจากนี้

⬇ ดาวน์โหลดรายงานผลกระทบ พ.ศ. 2568 (PDF)