5 ปีแรกโอกาสทองส่งเสริมพัฒนาการให้ลูก
5 ปีแรกโอกาสทองส่งเสริมพัฒนาการให้ลูก
การเตรียมเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ตั้งแต่แรกเกิดไม่ว่าจะเป็นการซื้อหนังสือ ซื้อของเล่นไม้ หรือซื้ออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ช่วยส่งเสริมพัฒนาการตั้งแต่เนิ่น ๆ ถือเป็นเรื่องสำคัญสำหรับช่วงแรกเกิดไปจนถึง 5 ปี เพราะ เป็นช่วงที่เซลล์สมองมีการพัฒนามากที่สุด เด็กที่เสริมพัฒนาการในช่วงนี้ได้ดี จะพร้อมต่อการเรียนรู้ ปรับตัวเข้ากับโลกภายนอกได้ง่าย เมื่อถึงวัยที่เข้าโรงเรียนก็สามารถเรียนหนังสือได้อย่างมีประสิทธิภาพ จัดการอารมณ์ตัวเองได้ดี เข้าสังคมได้ และเติบโตอย่างมีคุณภาพ
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญและจำเป็นคือการส่งเสริมพัฒนาการให้กับลูก การสอดแทรกกิจกรรมเสริมทักษะระหว่างการเล่นของเล่นหรือของเล่นไม้เข้าไปก็จะช่วยให้การพัฒนาใน 5 ปีแรก เติบโตได้อย่างดี ไม่ว่าจะเป็นการชวนคุย ชวนเล่น ชวนทำ ชวนเที่ยว หรือชวนอ่านหนังสือ เป็นต้น
สิ่งหนึ่งที่สำคัญและเป็นรากฐานในการส่งเสริมพัฒนาการของลูก ก็คือ ความรัก ความเอาใจใส่และให้ความสำคัญกับการส่งเสริมพัฒนาการของลูก ซึ่งสามารถทำได้โดยเริ่มจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัวเรานั่นเอง
ของเล่นไม้และกิจกรรม ตัวช่วยเสริมการเล่นและเรียนรู้
ไม่ว่าจะเป็น ของเล่นไม้หรือกิจกรรมต่าง ๆ การเสริมพัฒนาการที่ดีและเหมาะสมควรมีจุดเริ่มต้นที่ครอบครัว ยิ่งได้เริ่มต้นด้วยการเล่นกับคนในครอบครัวและสิ่งรอบตัว หรืออาจเริ่มต้นด้วยกิจกรรมที่ทำเป็นประจำ เพิ่มเติมความสนุกด้วยของเล่นจะช่วยให้กิจกรรมธรรมดาที่คุ้นเคย เป็นกิจกรรมพิเศษที่ลูก ๆ ตั้งตารอก็เป็นได้
ไม่ว่าจะเป็นการชวนลูกคุย ชวนลูกเล่น ชวนลูกทำ พาลูกเที่ยวหรืออ่านหนังสือกับลูก กิจกรรมเหล่านี้สามารถเพิ่มตัวช่วยอย่างของเล่นไม้ หรือสอดแทรกกิจกรรมง่าย ๆ เข้าไประหว่างทำกิจกรรมได้ หรือบางครอบครัวก็เริ่มต้นที่การเล่นกับลูก ไปก่อนตามฟังก์ชันของของเล่นหรือกิจกรรมนั้น ๆ แล้วค่อยเพิ่มความคิดสร้างสรรค์เข้าไปทีหลังก็ช่วยเพิ่มการเรียนรู้และการเล่นได้เหมือนกัน
'แต่ไม่ว่าจะเริ่มต้นการเล่นด้วยของเล่น หรือสอดแทรกการเล่นกับกิจวัตรประจำวัน สิ่งสำคัญคือ ความสม่ำเสมอ ทำสะสมไปเรื่ยอ ๆ ทุกวัน เมื่อทำซ้ำ ๆ ทำบ่อย ๆ เด็ก ๆ จะเกิดการเรียนรู้ไปตามธรรมชาติ'
หาเรื่องคุย เสริมการเล่นด้วยของเล่นไม้
การที่หลาย ๆ ครอบครัวเริ่มต้นหาเรื่องคุย หาตัวช่วยการเล่าเรื่องด้วยของเล่น ของเล่นไม้หรือกิจกรรมต่าง ๆ นับว่าเสริมพัฒนาการมาถูกทางแล้ว ถึงแม้จะมีความคิดว่าเด็ก อาจจะฟังไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ แต่ในความเป็นจริง ทุกการเล่น ทุกกิจกรรมที่ทำร่วมกับครอบครัว ล้วนมีผลต่อเด็ก และส่งอิทธิพลต่อความรู้สึก ความคิดและการเรียนรู้ของลูกอย่างแท้จริง
ทำไมคุยกับลูกจึงสำคัญ?
การที่ครอบครัวได้พูดคุย ได้สื่อสารกับลูก ล้วนเป็นประโยชน์ต่อเด็กทั้งนั้น เพราะ ลูกจะได้เรียนรู้ เลียนแบบ กระตุ้นสมอง รู้จักสื่อสาร เพิ่มความรู้ และยังเข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่นด้วย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์ต่อการเสริมพัฒนาการสำหรับเด็ก ดังนี้
เรียนรู้ภาษา แน่นอนว่าทั้งคำศัพท์ น้ำเสียง การเลียนแบบคำพูดที่เราใช้ ลูกจะเรียนรู้ผ่านบทสนทนาต่าง ๆ ซึ่งการพูดคุยด้วยบ่อย ๆ จะทำให้ลูกเพิ่มคลังคำศัพท์ และเพิ่มทักษะการสื่อสารได้มากขึ้น
กระตุ้นพัฒนาการ การที่ครอบครัวใช้เวลาพูดคุยกับลูก เป็นการเพิ่มเสริมพัฒนาการผ่านการตั้งคำถามชวนให้ลูกคิด หรือตอบ ซึ่งส่งผลดีต่อการทำงานของสมอง
เสริมความรู้ วัยแรกเกิดเป็นช่วงวัยที่สมองสามารถเรียนรู้และพัฒนาได้เป็นอย่างมาก การเพิ่มความรู้ ขยายพื้นที่เก็บข้อมูล ด้วยการเล่า การสอน เติมสิ่งดี ๆ ให้กับลูก ก็ช่วยเสริมความรู้ต่อยอดที่ส่งผลต่อพัฒนาสมองต่อไปได้
เข้าใจตนเองและผู้อื่น การพูดคุยก็เหมือนการให้พื้นที่เค้าแสดงออก แสดงความคิดเห็น แสดงอารมณ์ออกมา ทำให้เกิดการยอมรับในตัวเอง รู้จักอารมณ์ของตนเอง และนำไปสู่การยอมรับและเข้าใจอารมณ์ผู้อื่นได้
พัฒนาการสื่อสาร การชวนลูกคุยสามารถช่วยฝึกทักษะการสื่อสารเพื่อให้ลูกเข้าใจการเป็นผู้พูดและเป็นผู้ฟังที่ดี ทำให้รู้จักการยอมรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น อีกทั้งยังฝึกให้กล้าคิด กล้าพูดโดยใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์
ชวนลูกคุย ด้วยของเล่นไม้
หากไม่รู้จะเริ่มต้นคุยกับลูกอย่างไร การมีของเล่นไม้ มาเป็นสื่อกลาง ก็ทำให้การเล่าเรื่อง เล่านิทาน เข้าใจง่ายมากขึ้น แม้เริ่มต้นลูกจะยังไม่เข้าใจภาษาพูด แต่เด็ก ๆ จะเชื่อมโยงประสบการณ์รอบตัวกับเสียงและคำต่าง ๆ ที่เล่าออกมา พัฒนาไปเป็นความหมายและเริมพยายามเลียนแบบผู้ใหญ่ได้
อีกทั้งในขณะพูดคุยก็สามารถเพิ่มการตั้งคำถามเข้าไปในบทสนทนาด้วยก็เป็นการชวนให้ลูกได้ใช้ความคิด ได้เชื่อมโยงประสบการณ์ เป็นพื้นที่ให้ลูกแสดงความรู้สึก ได้ทำให้รู้จักกับลูกมากขึ้นผ่านคำตอบต่าง ๆ ของลูก หรือจะเพิ่มการร้องเพลงไปพร้อมกับการเล่นมีท่าทางประกอบ การใช้คำคล้องจอง ใช้เสียงต่ำ เสียงสูง จังหวะช้าหรือเร็ว ก็ช่วยให้เด็ก ๆ รู้จักคำศัพท์ได้ง่ายขึ้นด้วย
ที่สำคัญการชวนลูกคุยต้องมาพร้อมกับคำพูดเชิงบวก อย่างรับฟังอย่างตั้งใจ ไม่ด่วนตัดสินเหตุผลของลูก ยอมรับความรู้สึกของลูกที่แสดงออกมา ตำหนิที่การกระทำไม่ใช่ตัวตนของลูก เป็นตัวอย่างให้ลูกได้เรียนรู้กับการจัดการอารมณ์ และการพูดโดยให้สิทธิการเลือกกับลูกแทนการออกคำสั่งเป็นต้น
ชวนลูกเสริมพัฒนาการกับของเล่นและของเล่นไม้
การเล่นกับลูกไม่ว่าจะของเล่น ของเล่นไม้ หรือของเล่นต่าง ๆ สิ่งสำคัญอยู่ที่ครอบครัวว่าจะให้เวลาการเล่นให้กับลูก ๆ ได้อย่างเต็มที่หรือไม่ เพราะสิ่งที่ได้จากการเล่นกับลูกช่วยให้เสริมพัฒนาการให้ลูกได้อย่างดี ซึ่งไม่ว่าจะเล่นแบบไหน เล่นยังไงลูก ๆ ย่อมได้ประโยชน์จากการเล่นอย่างแน่นอน
ที่สำคัญหากการเล่นนั้นมีครอบครัวอยู่ด้วย ก็เป็นการเล่นที่มีความหมาย มีคุณค่ามากขึ้นอีกด้วย การเล่นกับลูกทุกวัน จึงไม่ใช่เรื่องที่ควรมองข้าม เพราะจะช่วยให้เสริมพัฒนาการและได้ประโยชน์กับลูก ๆ ดังนี้
ค้นพบความถนัด ลูกได้เล่น ได้สนุกกับทุกอย่าง ทำให้เด็ก ๆ รู้จักตนเองจากการเล่นในแบบต่าง ๆ เพื่อค้นหาความถนัดและต่อยอดความชอบในอนาคต
เช็กพัฒนาการ ครอบครัวได้ตรวจเช็กพัฒนาการที่สำคัญของลูก ๆ ว่าผิดปกติหรือไม่ หรือมีตรงส่วนใดที่พัฒนาได้ช้าไปกว่าเกณฑ์
เสริมสร้างความมั่นใจ เด็ก ๆ ได้ฝึกทักษะต่าง ๆ ผ่านการเล่นและยังเสริมสร้างความมั่นใจในการเล่นอีกด้วย
กระตุ้นความคิด การชวนลูกตั้งคำถามในระหว่างการเล่น ก็ช่วยให้ลูกต่อยอดความคิด ชวนตั้งคำถามเพื่อกระตุ้นให้ลูกคิดตามและหาคำตอบ
สร้างความอบอุ่น กระชับความสัมพันธ์ สร้างความอบอุ่นและความผูกพันให้กับครอบครัว
พัฒนาทักษะการสื่อสาร การพูดคุยระหว่างการเล่น ช่วยให้พัฒนาการสื่อสารให้กับลูก ๆ ได้
เสริมพัฒนาการ ลูก ๆ ได้เรียนรู้ ได้เสริมทักษะผ่านการเล่นในแบบต่าง ๆ เพิ่มทักษะการเรียนรู้ให้กับลูกได้ รวมถึงลุกได้เรียนรู้ทักษะและบทบาททางสังคมจากการเล่นกับผู้อื่น
นอกจากการเล่นของเล่นไม้ที่เพิ่มความสนุกในการเล่นกับลูกแล้ว การเล่นที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ การทำกิจกรรมที่ได้ใช้ประสาทสัมผัสทั้ง 6 ไม่ว่าจะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ เพื่อกระตุ้นพัฒนาการด้านต่าง ๆ ได้ใช้ส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ได้พูดคุย สื่อสารกัน ก็เป็นอีกกิจกรรมที่เสริมทักษะได้ไม่ต่างจากการเล่นของเล่นอีกด้วย
เล่นอะไรได้บ้าง นอกจากของเล่นหรือของเล่นไม้
บางครั้งการเล่นของเด็ก ๆ มักจะทำให้ผู้ใหญ่คาดไม่ถึงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม เล่นสนุกกับของเล่นหรือของเล่นไม้ เด็ก ๆ มักจะเติมความคิดสร้างสรรค์ เติมจินตนาการมากมายอย่างไม่รู้จบ แต่นอกจากของเล่นที่เด็ก ๆ ชอบแล้ว ก็ยังมีอุปกรณ์หรือการเล่นที่เด็ก ๆ สามารถเอ็นจอยขึ้นกว่าเดิมอีกด้วยก็คือ
ร่างกาย อวัยวะ ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะของพ่อแม่ หรืออวัยวะของตัวเด็กเอง มาประยุกต์เป็ยของเล่นได้ ไม่ว่าจะเป็นเล่น จ๊ะเอ๋ เล่นซ่อนแอบ เล่นจั๊กกะจี้ ขี่คอ เล่นเงา ตบแปะ เป็นต้น
สิ่งของรอบตัว การวาดรูป ระบายสี งานประดิษฐ์ ปะติด การเล่นเหล่านี้สามารถใช้จินตนาการ ความคิดและได้ความสนุกที่สามารถหาความสุขได้รอบตัว อีกทั้งเด็ก ๆ ยังเห็นคุณค่าของสิ่งของต่าง ๆ ได้
บทบาทสมมุติ การเล่นเลียนแบบ เล่นบทบาทสมมุติ ไม่ว่าจะเป็น คุณหมอ พ่อค้าแม่ค้า ตำรวจ เล่นเป็นคุณพ่อคุณแม่ หรือเล่นเป็นตัวละครในนิทาน เด็ก ๆ ก็ได้การพัฒนาทักษะหรือการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ฝึกใช้ภาษา รู้จักสื่อสาร
เล่นกับธรรมชาติ ไม่ว่าจะเล่นดิน เล่นทราย การเล่นใกล้ชิดธรรมชาติ สนุกอย่างอิสระเสรี ไม่ว่าจะเป็นการปั้นดิน เก็บใบไม้แห้ง เรียงก้อนหิน ช่วยให้เด็ก ๆ สนุก สดชื่นแจ่มใส
ชวนลูกทำ พัฒนาทักษะ
นอกจากการชวนลูกเล่นที่ได้ประโยชน์แล้ว การชวนลูกทำกิจวัตรประจำวัน ก็แฝงประโยชน์ เสริมพัฒนาการได้ดีไม่แพ้กัน โดยเริ่มตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ จากกิจวัตรประจำวันที่ทำทุกวันตั้งแต่ ล้างหน้า อาบน้ำ แปรงฟัน แต่งตัว กินข้าว กรอกน้ำใส่ขวด ฯลฯ ถ้าหากชวนลูกทำสิ่งเหล่านี้ทุกวัน ลูก ๆ ได้รับประโยชน์ที่แฝงเข้ามาอย่างคาดไม่ถึงได้เลย
โดยเฉพาะการช่วยเหลือตัวเอง และการสร้างวินัยที่ส่งต่อความภาคภูมิใจให้กับตัวเด็ก ๆ ได้เป็นอย่างมาก การสร้างสิ่งเหล่านี้อาจจะเริ่มจากกำหนดกิจวัตรประจำวันให้เป็นเวลา ปฏิบัติตามอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งเป็นพื้นฐานของความรับผิดชอบอีกด้วย
กิจวัตรยอดนิยมส่งผลต่อพัฒนาการ
การชวนทำงานบ้าน ทำกิจกรรม นอกจากทำให้ลูกไม่เบื่อกับการเล่นแล้ว ประโยชน์ที่แฝงมาก็นับว่าคุ้มค่า ทำให้การเลือกกิจกรรมที่จะให้เด็ก ๆ ทำจึงเป็นสิ่งจำเป็น เช่นกัน วันนี้เลยพามาแนะนำกิจกรรมยอดนิยมที่เด็ก ๆ สามารถทำได้ และพัฒนาต่อไปเป็นกิจวัตรประจำวันสำหรับเด็ก ๆ ได้นั้น มีกิจกรรมอะไรบ้าง และได้ประโยชน์อย่างไร มาดูกันเลย
ชวนเข้าครัว ทำอาหาร
กิจกรรมง่าย ๆ แต่ได้ประโยชน์อย่างมากเพราะยังแฝงการเล่นเข้าไปได้ง่าย ๆ ด้วย ไม่ว่าจะเป็นการล้างผัก เด็ดผัก หั่นผัก ทำอาหาร เจียวไข่ ทอดไข่ ไปจนถึงการจัดจาน หากเพิ่มความสนุกในการเล่นกับการทำอาหารเข้าไป ก็ช่วยให้แฝงประโยชน์ เสริมพัฒนาการเข้าไปได้อย่างคาดไม่ถึง ทั้งการ ฝึกกล้ามเนื้อมัดเล็ก-มัดใหญ่ ฝึกควบคุมตัวเอง ฝึกวิเคราะห์ แก้ปัญหา จากชีวิตจริงได้ด้วย
ชวนทำงานบ้าน
ผู้ปกครองคงจะปวดหัวกับการต้องทำงานบ้านที่ไม่เสร็จสักทีเพราะมีเจ้าตัวเล็กมาคอยกวน แต่หากลองเปลี่ยนจากให้เค้าเข้ามากวนเป็นช่วยกันทำงานบ้าน ก็จะเพิ่มความสนุกเข้าไปได้อย่างคาดไม่ถึง เพราะความจริงแล้วงานบ้านไม่ใช่เรื่องของผู้ใหญ่เท่านั้นแต่เป็นงานที่ต้องช่วยกัน ให้ครอบครัวช่วยกันทำให้เป็นตัวอย่างแก่เด็ก จูงใจทำให้เป็นเรื่องสนุก สอดแทรกเกมการเล่น ชวนลูกทำให้เป็นเรื่องธรรมดาและสม่ำเสมอแล้วจะกลายเป็นความเคยชินนั่นเอง
อีกทั้งไม่ว่าจะทำกิจกรรมเข้าครัวหรือทำงานบ้านนอกจากได้พัฒนาทักษะด้านอื่น ๆ ที่จำเป็นแล้ว อีกทักษะที่ได้รับการพัฒนาด้วยก้คือทักษะ EF (Executive Function) ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการจัดการชีวิตให้ประสบความสำเร็จ เพราะการทำงานบ้านหรือการทำอาหาร เด็ก ๆ จำเป็นต้องควบคุมตัวเองให้ทำงานเสร็จตามเป้าหมาย คิดวิเคราะห์แก้ปัญหาเฉพาะหน้า และยังฝึกกล้ามเนื้อไปพร้อม ๆ กันด้วย
ชวนอ่าน เปิดโลกกว้าง
การอ่านนับเป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่ไม่รู้จบ เป็นประตูเข้าถึงคลังความรู้ไม่มีที่สิ้นสุด อีกทั้งยังเป็นพื้นที่สร้างแรงบันดาลใจและความสุขไม่เฉพาะกับเด็กแต่ยังรวมถึงพ่อแม่ที่ชวนเด็กเปิดอ่านหนังสือได้ด้วย
การอ่านจึงเรียกว่าเป็นพื้นฐานให้เด็ก ๆ ได้ก้าวต่อไปสู่โลกที่เค้าสนใจและต่อยอดไปสู่ความรู้ที่เปิดกว้างให้ได้ค้นคว้า เสริมจินตนาการตามต้องการได้เอง ซึ่งพฤติกรรมรักการอ่านนี้ก็เสริมสร้างได้ไม่ยากนัก เพียงแค่เริ่มต้นจากการเปิดอ่านนิทาน หนังสือภาพ หรือคำศัพท์สั้น ๆ ก็นับเป็นจุดเริ่มต้นสร้างพฤติกรรมรักการอ่านได้อย่างดี
การจะให้เด็ก ๆ สร้างพฤติกรรมเหล่านี้ได้นั้น ก็ต้องเริ่มต้นจากการให้เด็ก ๆ เชื่อมโยงความรักเข้ากับช่วงเวลาอ่านหนังสือก่อน สร้างโมเมนต์ที่อบอุ่น สร้างความสุขให้กับเด็ก ๆ ระหว่างการอ่าน ไม่ว่าจะเป็นการใช้น้ำเสียงสูงต่ำ เล่าด้วยน้ำเสียงชวนติดตาม สร้างความทรงจำที่มีความสุขให้กับเด็ก ๆ เพื่อให้เค้ารู้สึกว่าการอ่านหนังสือมีความสุขมากที่สุด
ที่สำคัญการอ่านที่ดีต้องเต็มไปด้วยคุณภาพ ถึงแม้จะใช้เวลาสั้น ๆ หากให้ความใส่ใจ สร้างช่วงเวลาที่มีความสุขได้ การอ่านเพียงนิทานสั้น ๆ หรือใช้เวลาเพียง 10-15 นาที ก็ช่วยให้เด็ก ๆ ประทับใจและสร้างพฤติกรรมรักการอ่านที่ดีขึ้นได้ อีกทั้งไม่ว่าจะอยู่ที่ไหน หรือโอกาสใด พ่อแม่หรือครอบครัวก็สามารถสร้างช่วงเวลาการอ่านที่มีคุณภาพให้กับเด็ก ๆ ได้ทุกที่ ทุกเวลานั่นเอง
การอ่าน เสริมพัฒนาการอย่างไร?
ข้อดีของการอ่านหนังสือให้กับลูกที่แตกต่างจากการเล่นของเล่น หรือของเล่นไม้ ก็คือ ลูกได้เรียนรู้จากการฟังและการดู เด็ก ๆ ได้จินตนาการ มองภาพสวย ๆ ไปพร้อมกับจินตนาการเข้าไปอยู่ในเรื่องราวที่ครอบครัวได้อ่านให้ฟัง ทำให้เกิดการเรียนรู้ทั้งรูปร่างหน้าตา สิ่งของ หรือสีสันต่าง ๆ ว่าเป็นอย่างไร ได้ใช้จินตนาการ ความคิดสร้างสรรค์ไปพร้อม ๆ กับการติดตามเนื้อเรื่อง และต่อยอดไปสู่การคิดและกระตุ้นให้เกิดการเรียนรู้ เกิดความอยากรู้อยากเห็น ชวนสนใจมากยิ่งขึ้น
นอกจากจินตนาการและการคิดต่อยอดแล้ว การที่เด็ก ๆ ได้เรียนรู้ภาษา คำศัพท์ การสื่อสารและเติมเต็มความสุขในช่วงเวลาการอ่าน ก็ช่วยเสริมพัฒนาการให้กับเด็ก ๆ ได้ดีอย่างไม่น่าเชื่อ เพราะการอ่านหนังสือเด็ก ๆ จะได้เรียนรู้คำศัพท์ที่หลากหลาย โทนเสียง น้ำเสียง ในแบบต่าง ๆ จากนิทาน เด็ก ๆ จะค่อย ๆ จำ ค่อย ๆ ปะติดปะต่อเรื่องราว รู้จักการอ่านออกเสียง เด็กคุ้นเคยกับสัญลักษณ์ เมื่อถึงวัยเรียนจะส่งผลต่อการเรียนรู้จากการอ่านอย่างมีนัยยะสำคัญ
การชวนลูกอ่านจึงนับว่าช่วยเติมเต็มความอบอุ่นในครอบครัว เติมความใกล้ชิดให้กันและกันมากยิ่งขึ้น เด็ก ๆ ได้เรียนรู้และสร้างสายสัมพันธ์กันระหว่างครอบครัวพ่อแม่ลูกให้เป็นช่วงเวลาที่มีค่ามากกว่าแค่ช่วงเวลาอ่านหนังสือ
หยิบของเล่นไม้ชิ้นโปรดแล้วออกไปเที่ยวกัน
ชวนเด็ก ๆออกไปข้างนอกโดยอาจหยิบของเล่นไม้ชิ้นโปรดไปเล่นร่วมกับธรรมชาติรอบตัว ช่วยให้เด็ก ๆ ได้เรียนรู้โลกกว้างและมักจะตื่นเต้นกับการออกนอกบ้านไปผจญภัยเสมอ แน่นอนว่าการออกเดินทางเที่ยวเด็ก ๆ ได้ประโยชน์มากมายที่ครอบครัวอาจคาดไม่ถึง
สิ่งที่เด็ก ๆ ได้จากการออกไปเที่ยวนอกบ้านก็คือ การเปิดโลกของเค้าให้กว้างขึ้น จากที่เคยเรียนรู้แต่ในบ้าน การออกมาเรียนรู้นอกบ้านจึงเป็นโอกาสและสร้างประสบการณ์ให้กับเค้าในแบบที่ไม่เคยเจอมาก่อน ทั้งอาหารต่างถิ่น บรรยากาศแปลกใหม่ พบปะผู้คนหลากหลาย ทำให้เด็ก ๆ ได้ขยายกรอบความคิด เพิ่มประสบการณ์การเรียนรู้ที่มากขึ้นจากเดิม และที่สำคัญได้ใช้เวลาร่วมกันกับครอบครัว
เที่ยวยังไง ให้ได้ประโยชน์
ตั้งแต่เริ่มต้นทริปไปจนจบทริป ครอบครัวก็สามารถเพิ่มการเรียนรู้เข้าไปได้โดยที่เด็ก ๆ ไม่รู้ตัว โดยสามารถทำได้ดังนี้
สร้างข้อตกลงและวางแผนเที่ยวก่อนออกทริป
ให้เค้าได้มีส่วนร่วมในการออกเที่ยวได้มากที่สุด ตั้งแต่การชวนเลือกสถานที่ เดินทางจากไหน เดินทางด้วยอะไร ใช้เวลาเท่าไหร่ ต้องเตรียมตัวอย่างไร เตรียมเสื้อผ้าอะไรไปบ้าง เป็นต้น เพื่อบอกให้เด็ก ๆ เตรียมตัว และเตรียมพร้อมในการออกไปเจอกับสถานการณ์ต่าง ๆ และเป็นการฝึกความรับผิดชอบให้กับเด็ก ๆ ไปพร้อมกัน
2. สร้างกิจกรรมระหว่างเดินทาง
ไม่ว่าจะใช้ของเล่นหรือของเล่นไม้เพื่อดึงดูดความสนใจระหว่างเดินทางอีกกิจกรรมที่สามารถเพิ่มให้กับเด็ก ๆ ได้ก็คือ การเล่นเกมไปด้วย อย่างเช่น การจับคู่สีรถ บวกเลขป้ายทะเบียน นับป้ายบอกทาง สัญลักษณ์บนท้องถนน ฯลฯ การเพิ่มกิจกรรมเหล่านี้ไประหว่างเดินทางจะช่วยเพิ่มความสนุกให้กับการเดินทางและฝึกให้เด็กเป็นคนช่างสังเกตได้เป็นอย่างดี
3. สัมผัสประสบการณ์ให้เต็มที่
ปล่อยให้เด็ก ๆ ได้สนุกกับกิจกรรมและการเดินทางตามข้อตกลงที่ได้บอกกับเค้าไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทาง ปล่อยให้เค้าสนุกได้อย่างอิสระ ได้สัมผัสการเล่นและเรียนรู้ให้มากที่สุด
4. ทบทวนสิ่งที่เรียนรู้หลังจบทริป
ไม่ว่าจะชวนให้เด็กเขียนเรื่องราว อ่านหนังสือนิทานที่เกี่ยวกับสถานที่ที่เคยไปมา หรือต่อยอดจากการเรียนรู้ที่เกิดจากประสบการณ์ที่ได้สัมผัสจริง ก็ช่วยให้การชวนเด็ก ๆ ไปเที่ยวได้ประโยชน์และเป็นผลดีต่อการเรียนรู้ของเด็กเป็นอย่างดี
การเสริมพัฒนาการใน 5 ปีแรกจำเป็นอย่างยิ่งในการปูรากฐานให้เด็ก ๆ ได้เติบโตอย่างมีคุณภาพ และเสริมพัฒนาการได้อย่างสมวัย ซึ่งหากครอบครัวให้ความรัก ความอบอุ่น รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมทั้ง 5 อย่าง สอดคล้องไปพร้อม ๆ กับการส่งเสริมการเล่นของเด็ก ๆ ก็เชื่อว่าจะช่วยให้พัฒนาการของเด็ก ๆ เติบโตได้อย่างเหมาะสมและสมวัยอย่างแน่นอน
อ้างอิง
1. “สิ่งเล็ก ๆ ที่สร้างลูก” 2561. [ระบบออนไลน์] แหล่งที่มา https://drive.google.com/file/d/1nTnuV-0u52DVEBJC4YXBqcAtNExSAF5S/view (มกราคม 2561)

Question: Providing developmental stimulation for children from birth to the age of 5 is crucial as it is a period when brain cells undergo significant development. Investing in items such as books, wooden toys, and various developmental aids can greatly contribute to their overall growth. Children who receive ample developmental stimulation during this period tend to be well-prepared for learning, adapt easily to the outside world, excel academically when they enter school, exhibit good emotional regulation, socialize effectively, and experience quality growth. How does providing such developmental stimulation positively impact a child’s overall development during this critical period?
tel u
Manajemen on
Question: Providing developmental support to children from birth is essential, whether it’s through purchasing books, wooden toys, or various tools that aid in their early development. This is particularly crucial during the period from birth to 5 years old, as it is when the brain cells undergo the most significant development. Children who receive developmental support during this period are better prepared for learning, adapt easily to the outside world, and excel academically when they enter school. Additionally, they are capable of managing their emotions, socializing effectively, and experiencing quality growth.
tel u
Biomedis on